13 August 2009อาหารงานแต่งงาน

เนื่องจากในสมัยก่อนนั้น การคมนาคมของไทยเรานั้นยังไม่สะดวก เมื่อมีใครจัดงานแต่งงานขึ้น คนมาร่วมงานที่อยู่ไกลหน่อยก็จะต้องเดินทางกันลำบากและเกิดความ เหนื่อยล้า อาหารที่ตระเตรียมสำหรับต้อนรับแขกที่เพิ่งมาถึงงานก็จะต้องเป็นอาหารที่ เรียกพลังงานคืนได้ดี โดยอาหารดังกล่าวก็จะต้องมีชื่อและความหมายอันเป็นมงคล สอดคล้องกับงานแต่งงานด้วย ซึ่งได้แก่อาหารหวาน 3 รายการดังนี้ค่ะ

wedding-menu3

  • ข้าวเหนียวน้ำกะทิ ซึ่งมีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวนั้นรักกันแน่นเหนียวเหมือนข้าวเหนียวและมีความหวานชื่นเหมือนน้ำกะทิ
  • ข้าวตอกน้ำกะทิ มีความหมายว่า ให้คู่บ่าวสาวนั้นมีความรักที่เบ่งบานรุ่งเรืองเช่นเดียวกับสีอันขาวสวยของ ข้าวตอก มีความหวานชื่นเหมือนน้ำกะทิ และในกรณีนี้อาจจะแฝงไว้ด้วยความหมายของข้าวตอกที่เราใช้กันในงานพิธีไหวครูด้วยก็ได้ว่า ขอให้ความรักเบ่งบานสวยงามภายใต้กรอบประเพณีอันดีงามเช่นเดียวกับที่ข้าวตอกไม่เคยกระเด็นออกนอกที่ครอบเวลาคั่วข้าวตอก
  • ลอดช่องน้ำกะทิ มีความหมายให้คู่บ่าวสาวนั้นมีความรักที่ยืนยาวและจะทำการใดก็ขอให้ตลอดปลอด โปร่งประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ เพราะลอดช่องนั้นมีลักษณะที่รื่นไหลนั่นเอง ส่วนน้ำกะทิก็มีความหมายเดิมค่ะ คือความหวานชื่นนั่นเองนะคะ

ทีนี้มาดูขบวนขันหมากค่ะ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “เตียบ” ซึ่งมีลักษณะเป็น ตะลุ่มที่มีปากผาย และมีฝาครอบปาก ทำจากไม้ไผ่สานเป็นภาชนะใส่ของชนิดหนึ่ง หากทำอย่างดีจะลงรักแ ละฝังมุกด้วย ใช้เป็นเครื่องใส่ของกินอย่างภาชนะสำหรับใส่กับข้าวของผู้ดีสมัยก่อน แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่หายาก เพราะเป็นของเลิกใช้แล้ว จะมีตัวอย่างอยู่ก็แต่ที่เป็นของหลวง ของบ้านผู้ดีเก่า หรือ ในพิพิธภัณฑ์ เมื่อเตียบเป็นสิ่งหายากเช่นนี้ ก็มีการนำภาชนะชนิดอื่นมาใช้แทนเตียบ เช่น ใช้ โตกทองเหลือง มีฝาผิด อย่างฝาชี หรือจะ เป็นภาชนะอะไรที่เห็นดี และหาได้ ก็ได้

ของที่จะต้องใส่เตียบได้แก่ อาหารหวานคาว อย่างน้อย 3 คู่ คือจะมากกว่านี้เท่าไหร่ไม่ว่ากันแต่น้อยกว่าไม่ได้ค่ะ หมากพลูขนมจีบ ไก่ต้ม หมูต้ม ขนมจีนน้ำยา สุรา และ ห่อหมกค่ะ จะเห็นว่าอาหารที่ใส่มานั้น มีความหมายเข้ามาสอดแทรกอยู่หค่ะ ห่อหมก ก็เพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวนั้น “เออ ออห่อหมก” กันไปทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องขัดใจกันนั่นเอง

ขนมจีบ ก็เพื่อให้คู่แต่งงานรักกันหวานชื่นเช่นช่วงที่จีบกันใหม่ๆนั่นเอง เพราะความรู้สึกของคนรักกันที่หวานชื่นที่สุดก็ช่วงที่จีบกันนั่นเองนี่คะ ดังนั้นแม้จะแต่งกันอยู่แล้วก็ยังมิวายต้องมีขนมจีบมาเตือนใจ

ขนมจีนน้ำยา ขนมจีนนั้นเป็นของสำคัญในงานแต่งงานตั้งแต่สมัยเก่าก่อนแล้ว ขนมจีนที่นำมาใช้ในงานแต่งงานนั้นต้องโรยให้เส้นยาวที่สุด ต่อเนื่องกันอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นเวลาจัดก็จะต้องจัดให้ลงตัวสวยงามโดยไม่ต้องตัดให้ขาดค่ะ ถ้าเด็กรุ่นใหม่ไปช่วยงานแต่งงานแล้วอุตริไปตัดเส้นขนมจีนเพราะเห็นว่ายาวไป จัดไม่สวยงามละก็ มีหวังถูกตีมือหักแน่ๆ เลยค่ะเพราะว่าคนโบราณเข้าถือกันนัก นอกจากนี้แล้วเครื่องเคียงของขนมจีนที่ประกอบไปด้วย ” ถั่วงอก” ก็ให้ความหมายของความเจริญงอกงามค่ะ ซึ่งถั่วงอกนี้ไม่เพียงแค่ชื่อนะคะที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตงอกงามแต่ในทาง วิชาการแล้วก็มีฮอร์โมนจิบเบอเรลลินที่เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตของ ต้นไม้ที่คนเราก็จะได้รับด้วยเช่นกันหากบริโภคในปริมาณที่พอดี ในพิธีแต่งงานไม่ว่าจะของชาติใดๆ ก็ตามจะต้องมีการป้อนอาหารให้กัน โรแมนติกเชียวล่ะนะคะ

ซึ่ง ของไทยเรานั้นประเพณีทางอีสาน เขามีพิธีสู่ขวัญคู่บ่าวสาว ที่เรือนของหญิง ให้คู่บ่าวสาวหันหน้า ไปทางทิศใต้ แขนผู้ชายทับแขนผู้หญิง และเริ่มทำขวัญ คือเอาด้ายผูกข้อมือซ้ายเจ้าบ่าวและผูกข้อมือขวาเจ้าสาว เสร็จแล้วมีพิธีป้อน “ไข่ขวัญ” คือเอาไข่ไก่ ที่ฝ่ายชายจัดมา หรือผ่าไข่ขวัญในพิธีทำขวัญ ป้อนให้ฝ่ายหญิงกิน และเอาไข่ที่ฝ่ายหญิงจัดมาป้อนให้ฝ่ายชาย กินสับเปลี่ยน ในความหมายก็คือว่าเพื่อให้รับประทานอาหารร่วมกันตลอดไป ไม่แอบหนีไปรับประทานอาหารนอกบ้านกับคนอื่นนั่นเอง และในทางมุสลิมนั้นบอกว่า เพื่อให้คู่บ่าวสาวแบ่งปันสุขทุกข์แก่กันและกัน แม้มีไข่ต้มใบเดียวก็จะแบ่งกันรับประทานมองในแง่เศรษฐศาสตร์กันทีเดียวค่ะ

ซึ่งในสมัยใหม่นี้ก็อาจจะมีรูปแบบที่ต่างออกไปเช่น ให้บ่าวสาวไขว้แขนป้อนเค้กงานแต่งงาน หรือไขว้แขนดื่มแชมเปญ และสำหรับการแต่งแบบจีนก็จะมีการนำด้ายแดงมาผูกข้อมือติดกันก่อนให้ดื่มชา ร่วมกัน ส่วนชาวเยอรมันนั้นจะให้คู่บ่าวสาวป้อนซุปซึ่งกันและกันจากถ้วยเดียวกันโดย ช้อนคันเดียวกัน แต่ทั้งนี้ต้องหลังจากคืนแรกของการแต่งงานเสียก่อนนะคะ

อาหารต้องห้ามในงานแต่งงาน ที่สมัยโบราณนั้นจะไม่ยอมให้มีเลยได้แก่ แกงบวน ต้มยำ ยำผัก ปลาร้า ปลาเจ่า ตลอดจนแกงร้อนและชนิดอื่นๆ ที่ชื่อไม่เป็นมงคล จนกระทั่งหมี่กรอบก็ไม่ใช้ค่ะ เพราะมันหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สื่อถึงความหมายที่ไม่ดีเช่นกัน แม้ว่าอาหารที่ไล่ชื่อมาจะเป็นที่โปรดปรานแค่ไหนก็อย่าเสียดายเลยค่ะ เพราะใช่ว่าเขาจะแต่งงานกันทุกวันเสียที่ไหน วันอื่นๆ มีถมไปที่เราจะได้กินอาหารจานโปรดใช่ไหมคะ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=luckystar&month=09-2008&date=05&group=15&gblog=15

Tags:
5,772 views