23 November 2009สินสอด ทองหมั้น

marriage-price-wedding1

marriage-price-wedding2

เนื่องจากเราเป็นคนไทย ตามประเพณีแล้ว ของหมั้นกับสินสอดนั้นแน่นอนย่อมเป็นของที่ ฝ่ายชายให้กับฝ่ายหญิง  ซึ่งฝ่ายชายต้องไปขอฝ่ายหญิง แต่ถ้าเป็นที่อินเดียก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฝ่ายหญิงต้องไปขอ ฝ่ายชาย ส่วนข้อแตกต่างนั้น ขอให้จำไว้ง่ายๆ ว่า ของหมั้นนั้นเป็นของที่ชายคู่หมั้นมอบไว้ให้แก่หญิงคู่หมั้นเพื่อว่าจะสมรส กัน ส่วนสินสอดนั้นเป็นของที่ฝ่ายชายคู่หมั้นมอบไว้ให้แก่พ่อ แม่ ผู้ปกครองของฝ่ายหญิง ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียนติ พ.ศ.2530 ได้ให้คำนิยามของคำว่าสินสอดว่า “เป็นเงินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหญิงที่จะแต่งงานเป็นค่าน้ำนมข้าวป้อน” ส่วนคำนิยมของคำว่า ของหมั้นนั้นได้แก่ “ของที่มอบให้ฝ่ายหญิงเพื่อแสดงว่าจะแต่งงานด้วย” สำหรับในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเราก็ได้บัญญัติในเรื่องสินสอด และของหมั้นไว้ในเรื่องครอบครัวโดยมีสาระสำคัญอยู่ในมาตรา ๑๔๓๗ ว่า

“การหมั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อฝ่ายชาย ได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง สินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดา มารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ไม่สมควรหรือไม่อาจสมรส กับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้ ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๔๑๒ ถึงมาตรา ๔๑๘ แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

จะเห็นได้ว่าของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิของฝ่ายหญิงคู่หมั้นทันทีที่มีการ ส่งมอบทรัพย์สิน และทำให้เกิดสัญญาหมั้นขึ้นมาด้วย ซึ่งการเกิดสัญญาหมั้นนั้นมีผลตามกฎหมายตามมา หลายประการที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายจะต้องประพฤติตัวให้เหมาะสมดีงาม ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรักษาหน้าของอีกฝ่ายในฐานะที่จะเป็นสามีหรือภรรยาใน อนาคต หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังประพฤติตัวไม่ดี เช่น ยังไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นอีกอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายสามารถ บอกเลิกสัญญาหมั้น และเรียกค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๓๙ ที่ว่า

“เมื่อมีการหมั้นแล้วถ้าฝ่ายใดผิด สัญญาหมั้น ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย”

นอกจากนี้ของหมั้นนั้นคือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่ฝ่ายหญิงในขณะทำการ หมั้น ส่วนทรัพย์สินที่ฝ่ายชายสัญญาว่าจะให้แก่ฝ่ายหญิงภายหลังการหมั้นนั้น ไม่ถือว่าเป็นของหมั้น ดังนั้นของที่ฝ่ายชายให้ภายหลังจึงไม่ตกอยู่ในภายใต้บังคับในเรื่องของหมั้น ซึ่งในเรื่องนี้เคยมี คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๙/๒๔๙๒ ตัดสินไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในวันหมั้น นาย ก. ได้ให้แหวนเพชร 1 วง ไว้เป็นของหมั้นกับนาวสาว ข. และสัญญาว่าอีกหนึ่งสัปดาห์จะให้รถเบนซ์อีกคันหนึ่ง ปรากฏว่าถัดมาอีก 3 วัน นาย ก. เกิดเปลี่ยนใจไปแต่งงานกับนางสาว ค. หน้าตาเฉย อย่างนี้นางสาว ข. มีสิทธิเรียกค่าทดแทน และริบของหมั้นคือแหวนเพชรไว้ได้ ส่วนเงินอีก 1 ล้านบาท ที่นาย ก. สัญญาว่าจะให้นั้นนางสาว ข. ไม่สามารถเรียกร้องได้เนื่องจากไม่ใช่ของหมั้น เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://th.88db.com
http://www.junjaowka.com
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547

Tags:
4,902 views